2.Pusacha Talk
โดย pusacha เมื่อ July 01 2007 21:45:00


มีหลายคนเขียนมาถามเรื่องที่เกี่ยวกับการเป็นพิธีกร เลยตอบมาให้ได้อ่านกัน
เพราะคิดว่าก็คงมีอีกหลายคนที่อยากรู้ ใครมีคำถาม ก็ถามกันเข้ามาได้นะคะ

















แฟนกบ - ถาม : เห็นน้องกบสุวนันท์ร้องไห้แล้วสงสาร เป็นพิธีกรมันน่าอึดอัดขนาดนั้นเชียวหรือคะ

ผุสชา : ตอบ


ใครไม่เคยมาเป็นพิธีกร ก็จะไม่มีทางรู้....
ความอึดอัดมันเกิดขึ้นได้เพราะปัจจัยหลายอย่าง
อย่างกบ เธอเป็นคนตั้งใจสูง เวลาทำอะไรแล้วต้องดี ต้องสมบูรณ์ เพราะตัวเองก็อยากให้มันดี และ ความคาดหวังของคนอื่นก็มีมาก กบเลยไม่อยากให้ใครผิดหวัง คนที่มองอย่างไม่เชื่อว่ากบจะทำได้เลยก็มี กบก็ต้องเหนื่อยที่จะพิสูจน์ให้เขายอมรับให้ได้ คิดแค่นี้ก็เหนื่อยแล้วนะคะ

ระหว่างการทำงานพิธีกร มีรายละเอียดมากมาย ซึ่งตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กบค่อยๆพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่า ทำได้ดีก็
มีมาก แต่ ที่ยังทำได้ไม่สมใจกบเองก็มีเช่นกัน และด้วยนิสัยแล้ว กบจะเป็นคนคิดมาก แคร์มาก เมื่อรวมๆกับแรงกดดันมากมาย ..มากเกินไปด้วยซ้ำ .. พอใครๆถามเรื่องนี้ กบก็เลยระบายความรู้สึกด้วยน้ำตา

การจะเป็นพิธีกรที่ดีไม่ใช่เรื่องง่ายนัก กบผ่านมาได้ขนาดนี้ นับว่าเก่ง และเร็วมากทีเดียวนะคะ
แต่ต่อจากนี้ กบก็ยังต้องพัฒนาต่อไป เพื่อให้ดีขึ้น เก่งขึ้นไปอีก
ดังนั้น กบต้องเข้มแข็ง ต้องสู้ ซึ่งทีมงานทุกคน และพี่ตุ้มเองก็เชื่อว่ากบทำได้ และรู้ว่ากบต้องการกำลังใจจากทุกคนค่ะ
ถ้าเป็นแฟนกบจริงๆ ส่งกำลังใจให้กบด้วยก็แล้วกันนะคะ

อ้อ - ถาม : จะเป็นพิธีกร ต้องมีพรสวรรค์หรือเปล่า จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีพรสวรรค์ ถ้าไม่มีจะดื้อเป็นได้ไหมคะ
ผุสชา - ตอบ

จะเป็นพิธีกรต้องมีหลายอย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็น " พื้นฐาน " " พัฒนา " หรือ " พรสวรรค์ " ถ้าจะถามว่า พรสวรรค์อะไรบ้าง ที่ต้องใช้ ที่สำคัญก็คือ พรสวรรค์เรื่อง การพูดค่ะ ต้องพูดเป็น พูดเป็น หมายถึง พูดแล้วรู้เรื่อง พูดแล้วน่าฟัง มีเสน่ห์ในการเลือกใช้คำพูด และยังต้องมีลีลาในการทำให้ เรื่องที่พูดนั้นน่าสนใจอีกด้วย

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีพรสวรรค์ ก็ลองสังเกตดูสิคะว่า เวลาที่เราพูดอะไร คนอื่นเขารู้เรื่องไหม เขาสนใจฟังเราหรือไม่ เรามักถูกเลือกให้ขึ้นไปพูดอะไรบ่อยๆหรือเปล่า
ถ้าใช่ ก็มีแนวโน้มว่าจะมีพรสวรรค์เรื่องการพูดนะคะ

ถ้าไม่มีพรสวรรค์ ก็เป็นพิธีกรได้ค่ะ แต่ต้องฝึกหนักหน่อยนะคะ และจริงๆแล้ว เรื่องของพรสวรรค์ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเท่านั้น
ส่วนที่สำคัญตามมาก็คือ การรู้จักพัฒนาฝีมือตัวเองต่างหากล่ะคะ

มด- ถาม : อยากเป็นพิธีกรอย่างพี่ตุ้มบ้างต้องฝึกยังไงดีคะ
ผุสชา - ตอบ
ลองอ่านและทำความเข้าใจกับงานพิธีกรจากบทความพี่พี่เขียนไว้นะคะ แล้วมาเริ่มฝึกฝนกันตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ

ขอแนะนำเรื่องการออกเสียงก่อน เพราะพิธีกรที่ดีต้องพูดจาชัดเจน น้ำเสียงก็ต้องหนักแน่นน่าฟัง ลองเลือกบทความ หรือ คอลัมน์ในนิตยสารที่ชอบก็ได้
อ่านในใจ 1 เที่ยวให้เข้าใจเนื้อความก่อน แล้วค่อยอ่านออกเสียงค่ะ ทำอย่างนี้ทุกวัน เสียงจะแข็งแรง มีพลัง...

ขั้นต่อไปก็คือ อ่านในใจ แล้วพูดเล่าเรื่องเหมือนเล่าให้ใครสักคนหนึ่งฟัง ให้พูดแบบย่อๆ กระชับ ให้คนอื่นฟังแล้วรู้เรื่อง
และน่าสนใจด้วย ให้การบ้านเรื่องนี้ก่อน
วันหลังจะให้การบ้านใหม่ค่ะ


Fat Cat - ถาม : พี่ตุ้มคะ เป็นพิธีกรดีตรงไหนคะ
Afro ohoh : ยากจะตาย!!! เคยเป็นครั้งนึง แต่พูดไม่รู้เรื่องเลยล่ะ


ผุสชา ตอบ

ตอนแรกๆ พี่เองก็ไม่รู้ว่ามันดีตรงไหนเหมือนกัน แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราก็พบว่า มันเป็นงานที่ท้าทายมาก แต่ละครั้งไม่เคยเหมือนกัน และเราได้ใช้ความสามารถที่เรามีอยู่อย่างเต็มที่

ถ้าบางเรื่อง เราไม่มีความรู้ .. เพราะคนเราจะไปรู้อะไรทุกเรื่องล่ะ จริงไหม ..
เราก็ต้องแสวงหามาเพิ่มเติม

สิ่งที่ได้จากการเป็นพิธีกร มีมากมายเหลือเกินค่ะ ทั้งได้รู้จักผู้คนหลากหลายสถานะ หลากหลายอาชีพ หลากหลายความคิด ได้เรียนรู้เรื่องราวแปลกใหม่ ได้เปิดโลกทัศน์ให้ตัวเองด้วย และเมื่อเราคิดตาม เรากลั่นกรอง เราจะนำมาใช้ปรับปรุงชีวิตเราได้อย่างดีมากๆ

บางคนถามว่า ได้เงินดีไหม .. ดีค่ะ พิธีกรสมัยนี้ งานหนึ่งคิดกันเป็นหมื่นขึ้นไป ถ้าเดือนๆหนึ่ง ได้หลายงาน ก็อู้ฟู่นะ

ส่วน Afro ohoh ที่บอกว่าเคยเป็นแล้วพูดไม่รู้เรื่อง ขอบอกว่า งานพิธีกรไม่เหมือนงานบันเทิงด้านอื่นๆค่ะ ไม่เหมือนนักร้อง
ที่มีเนื้อเพลงให้ท่อง ไม่เหมือนนักแสดง ที่มีบทพูดตายตัว แถมรู้เรื่องราวล่วงหน้าด้วยว่าจะจบลงอย่างไร งานพิธีกร ไม่มีการกำหนดไว้ตายตัวอย่างนั้นค่ะ เราเพียงรู้โครงรายการ รู้ทางไป พอดำเนินรายการ เราก็ต้องจับปูใส่กระด้งเอาเอง และต้องลากพาไปให้ถึงจุดหมายให้ได้ บางครั้งปูก็ร่วงหล่น บางครั้งก็ราบรื่นดี

พิธีกรก็เหมือนขับรถค่ะ เราจะรู้ว่าเข้าเกียร์อย่างไร หมุนพวงมาลัยแค่ไหน ไปถนนเส้นไหน แต่พอออกถนน จริงๆ เราต้องปรับตัวกับสถานการณ์จริงค่ะ บางทีเจอถนนขรุขระ บางทีเจอรถเกเร เจอฝนตกหนัก เราก็ต้องตัดสินใจเองค่ะว่าจะต้องทำอย่างไร
ถ้าคุณ Afro ohoh รู้หัวใจของงานพิธีกร คุณคงทำได้ งานนี้ห้ามเข็ดนะคะ ต้องฮึดสู้ ต้องเอาชนะให้ได้ ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิดหรอกค่ะ เราต้องมาฝึกฝน มาพัฒนาตัวเองทั้งนั้น

สมัยที่พี่ตุ้มเริ่มเป็นพิธีกรใหม่ๆ ก็อลหม่านเหมือนกัน เสียน้ำตาไปไม่รู้จักเท่าไหร่ แต่พอเราทำไปสักพัก พอรู้ว่า " อะไร คือ อะไร " เราก็พบความสนุกกับการพัฒนาตัวเอง สนุกทีได้เห็นงานออกมาสำเร็จ …เป็นพิธีกรต้องอดทน และต้องสู้ค่ะ



จอย - ถาม : อยู่บนเวที..จะทำอย่างไรให้สมบูรณ์ที่สุด เพราะมักมีการเปลี่ยน - การแทรกคิวเสมอ บางทีคิวต่อไป
ไม่เรียบร้อยก็จะให้พิธีกรฆ่าเวลาไป..

ผุสชา ตอบ

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเสมอในงานเวทีสด และนี่คืองานของพิธีกรอีกข้อหนึ่งค่ะที่จะต้องทำให้เกิดความต่อเนื่อง และอุดรอยรั่วของช่วงต่อต่างๆ

ทุกครั้งที่จะเป็นพิธีกร อย่าใส่ใจเฉพาะ คิวที่เตรียมไว้ หรือ สนใจแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นบนเวทีเท่านั้น จริงๆแล้ว เราต้องเก็บข้อมูลของงานในแง่ต่างๆ ที่เราเห็น และรู้สึกได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งข้อมูลที่เราคิดว่าผู้ชมของเราเห็นด้วย ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ได้ในกรณีที่เกิดช่องว่างที่น้องจอยพูดถึง

เช่น งานประกวด เราอาจเก็บบรรยากาศหลังเวที ความวุ่นวาย ความตื่นเต้น ความสนุก เราอาจลองพูดคุยกับคนประกวดว่าเกร็ง เครียด ตื่นเต้น มีความหวัง หรือมีความยากลำบากอย่างไร แล้วนำเรื่องเหล่านี้มาเล่าในช่วงว่างนี่แหล่ะค่ะ

เชื่อไหมคะว่า บางทีสิ่งที่เก็บมาเล่านี้ อาจน่าสนใจกว่าบทในสคริปต์ที่ต้องพูดก็ได้

บางที เราไปงานปาร์ตี้ เราอาจมองดูว่า อาหารที่เขาเลี้ยงแขกในงานมีอะไร หากมีการออกร้าน เราก็ไปเดินดู ชิมเลยว่าร้านไหนอร่อย ร้านไหนตั้งอยู่มุมใดของงาน พอมีช่วงว่างปั๊บ เราก็หยิบยกขึ้นมาแนะนำเลย เช่น …วันนี้งานของเรามีร้านอร่อย
ที่คัดมาเป็นพิเศษ ( อันนี้ เราสามารถโม้ได้ เพราะเจ้าของงานเขาก็ต้องคัดเจ้าอร่อยมาจริงๆ ) ร้านที่มุมขวามีกระเพาะปลาอร่อยมาก ทางซ้ายมือมีอาหารญี่ปุ่นซึ่งตอนนี้กำลังจะหมดแล้ว เพราะคนรุมกันมากเหลือเกิน ใครยังไม่ได้ไปลองชิมต้อง
รีบกันหน่อยแล้ว

บางที เป็นงานที่มีแจกของรางวัล เราก็ไปเดินสำรวจแลยว่า ทีวีที่แจกน่ะมันใหญ่จริงไหม ทองกี่เส้น มีอะไรอื่นๆอีกที่น่าสนใจอีก เราเอาเรื่องเหล่านี้มาพูดหลอกล่อผู้คนได้ค่ะ

บางที ไม่มีอะไรให้พูดแล้ว ก็จ้องหาใครสักคนที่ดูน่าสนใจ เช่น แต่งตัวประหลาดที่สุด เต้นรำไม่ยอมเลิก หรือคนที่เพิ่งแสดงจบไปเมื่อตอนต้นงานก็ได้ คนเหล่านี้คือ เหยื่อ ของเรา ลากเขาขึ้นมาสัมภาษณ์บนเวทีเลยค่ะ หรือ เราอาจวิ่งลงไปสัมภาษณ์ข้างล่างก็ได้เหมือนกันค่ะ

สิ่งที่พิธีกรต้องมีคือ สติ อย่าตื่นเต้นไปกับการเปลี่ยนแปลง ความไม่พร้อม ไม่สมบูรณ์ บางครั้ง วิกฤตเหล่านี้ คือโอกาสที่
เราจะทำให้งานสนุกด้วยซ้ำไปค่ะ


ตลกฝืด - ถาม : เคยเป็นพีธีกรในงานรับน้อง แต่รู้สึกว่ามุขฝืด จะฝึกให้สร้างบรรยากาศครื้นเครงได้อย่างไรครับ
ผุสชา - ตอบ :

สิ่งสำคัญในการพูดตลกคือ อย่าตั้งใจตลก
เวลาที่เราตั้งใจ คำพูดและน้ำเสียงจะออกมาแข็ง เหมือนท่องมาพูด ไม่เป็นธรรมชาติ คนฟังสามารถจับน้ำเสียงทื่อๆของเราได้ คุณน่าจะตั้งใจไว้แค่เป็นคน " อารมณ์ดี " น่าจะดีกว่านะ

เวลาทำงาน การเป็นคนช่างสังเกต ช่างเก็บรายละเอียด จะมีประโยชน์มาก
ลองเก็บรายละเอียดแถวๆ งาน มาพูดสิคะ หรือ กระเซ้าเย้าแหย่กับคนดูบางคนที่มีอะไรบางอย่างโดดเด่น
เช่น เห็นน้องบางคนทำผมทรงประหลาด ก็แซวได้ว่า
" ตัดผมที่ร้านไหน ช่วยแนะนำพี่หน่อยนะ วันหลังพี่จะไปทำบ้าง เผื่อหน้าตาจะได้ดูดีอย่างน้องไง.. "

การหยิบยกสิ่งที่ผู้ชมมองเห็น จะทำให้ผู้ชมเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับคุณ
เขาจะมีอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งที่คุณพูด คุณจะได้เสียงหัวเราะได้ง่ายขึ้น

แต่ก็ต้องระวังว่า การแซวใคร ไม่ควรแซวแล้วเขาเสียหาย หรือยกเอาสรีระ เอาความผิดปกติของเขาขึ้นมาพูด มาล้อเลียน เขาจะเสียใจ เราเองก็จะเสีย กลายเป็นพิธีกรที่ไม่ดีค่ะ งานจะกร่อยเอาง่ายๆ

เวลาจะพูด หรือเล่าเรื่องอะไร ต้องใส่ใจเรื่องจังหวะในการยิงคำพูดด้วย ส่วนใหญ่ ก่อนยิงมุข เรามักหยุดสักนิด เพื่อให้
เกิดช่องว่าง แล้วค่อยตบมุขลงไป มุขจะแรง ชัดเจน และหน้าตาของเราก็ต้องไปกันได้กับมุขนั้นๆ รับรองได้เสียงฮาแน่นอน

ลองสังเกตเรื่องจังหวะการพูดของคนดังหลายๆคนสิคะ คุณจะได้ตัวอย่างที่ชัดชึ้น



· พิมพ์